พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้

 

 

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

 

 

ทวีปอเมริกาใต้

ทวีปอเมริกาใต้ เป็นทวีปที่เส้นศูนย์สูตรโลกพาดผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกใต้ ขนาบข้างด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ในทางภูมิศาสตร์ ทวีปอเมริกาใต้เพิ่งจะเคลื่อนมาบรรจบกับทวีปอเมริกาเหนือเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดคอคอดปานามา เทือกเขาแอนดีสที่มีอายุน้อยและไม่หยุดนิ่งพาดผ่านเขตด้านตะวันตกของทวีป ดินแดนทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส คือ แอ่งแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตป่าดิบชื้น  ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือตามลำดับ ส่วนจำนวนประชากรเป็นอันดับ 5 รองจากเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และ

อเมริกาเหนือ

 

                                                                                                                           

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ พบว่ามีคนอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ตั้งแต่ประมาณ 12,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยพบเครื่องมือหินและเครื่องใช้ที่ทำด้วยหนังสัตว์ในประเทศชิลี กระทั่ง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในประเทศเปรูปัจจุบันมีวัฒนธรรมนาสคา เกิดขึ้นโดยมีการศึกษาเกี่ยวกับการโคจรของดวงอาทิตย์และมีการใช้เครื่องประดับ

ประชากรในทวีปอเมริกาใต้ สันนิษฐานว่าอพยพมาจากทวีปเอเชียเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือโดยผ่านช่องแคบแบริง แล้วเดินทางลงใต้ผ่านอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้เช่นปัจจุบัน ดังนั้นชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือจึงมีความสัมพันธ์กันทางเชื้อชาติ โดยในเปรูชนพื้นเมืองอินเดียนได้สร้างอาณาจักรอินคา ครอบคลุมอาณาเขตกว้างขวางทางตะวันตกของทวีป โดยมีเมืองคุชโกเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

ในปี พ.ศ. 2042 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางด้วยเรือมายังรอยต่อของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งชื่อของเขาก็เป็นที่มาของประเทสโคลอมเบียในปัจจุบัน กระทั่ง พ.ศ. 2043 ประเทศต่างๆในยุโรปโดยเฉพาะประเทศสเปน อิตาลี โปรตุเกส อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้เข้ามาสำรวจ และยึดครองดินแดนเป็นอาณานิคมเป็นจำนวนมาก ประเทศเจ้าของอาณานิคมจากยุโรปยึดครองและได้ผลประโยชน์จากดินแดนในทวีปอเมริกาใต้มานานหลายร้อยปี จนกระทั่งใน พ.ศ. 2261 โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน ปลดปล่อยประเทศอาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เวเนซุเอล่า ให้เป็นอิสระจากสเปนและปลดปล่อยประเทศบราซิลให้เป็นอิสระจากประเทศโปรตุเกสในลำดับถัดมา

ในปี พ.ศ. 2525 เกิดสงครามฟอล์กแลนด์ระหว่างประเทศอาร์เจนตินาและอังกฤษเพื่อแย่งชิงเกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งประเทศอังกฤษเป็นฝ่ายชนะและยังคงยึดครองเกาะฟอล์กแลนด์จนกระทั่งปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศสที่ยังคงยึดครองดินแดนเฟรนช์เกียนาทางตอนเหนือของทวีปเอาไว้

 

ลักษณะทางกายภาพ

ทำเลที่ตั้งและอาณาเขต

ทวีปอเมริกาใต้ตั้งอยู่บนซีกโลกใต้เป็นส่วนมากโดยอยู่ระหว่างละติจูดที่ 12 อาศาเหนือ ถึง 56 องศาใต้ และลองจิจูด 35 องศาตะวันออก ถึง 117 องศาตะวันตก มีเนื้อที่ประมาณ 17.8 ล้านตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยล่ะ 14 ของแผ่นดินโลก ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีเนื่อที่แผ่นดินติดต่อกันทำให้ชายฝั่งของทะเลมีน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของทวีป โดยทวีปอเมริกาใต้มีแผ่นดินใหญ่รูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม

อาณาเขต

ทวีปอเมริกาใต้มีอาณาเขตติดต่อกับทวีปต่างๆดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับทวีปอเมริกากลาง และจดทะเลแคริบเบียน

ทิศตะวันออก จดมหาสมุทรแอตแลนติก อาณาเขตสิ้นสุดที่เกาะจอร์เจียใต้

ทิศตะวันตก จดมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และอาณาเขตสิ้นสุดที่เกาะอีสเตอร์ของประเทศชิลี

ทิศใต้ จดช่องแคบเดรกในทวีปแอนตาร์กติกา และ อาณาเขตสิ้นสุดที่แหลมฮอร์นของประเทศชิลี

ทวีปอเมริกาใต้ประกอบด้วย 12 ประเทศ และ 3 เขตการปกครอง ซึ่งแบ่งออกตามลักษณะภูมิประเทศได้ 4 กลุ่ม ดังนี้

เขตที่สูงกายอานา อยู่ทางตอนเหนือของทวีป มี 4 ประเทศ คือ ประเทศกายอานา ซูรินาเม เวเนซุเอลา และโคลอบเบีย ประเทศโคลอมเบียมีประชากรมากที่สุดในเขตนี้

เขตที่เทือกเขาแอนดีส อยู่ทางภาคตะวันตกของทวีป ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ ประเทศเปรู เอกวาดอร์ โบลิเวีย และ ชิลี ประเทศโบลิเวียมีเนื้อที่มากที่สุด ส่วนประเทศเปรูมีประชากรมากที่สุดในเขตนี้

เขตลุ่มน้ำตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาแอนดิส ประกอบด้วยประเทศอาร์เจนตินา ปารากวัย และ อุรุกวัย ประเทศอาร์เจนตินามีเนื้อที่และประชากรมากที่สุดในเขตนี้

เขตลุ่มน้ำแอมะซอนและที่ราบสูงบราซิล ได้แก่ ประเทศบราซิล ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 8.5 ล้านตารางกิโลเมตรตารางแสดงประเทศในทวีปอเมริกาใต้

ลักษณะภูมิประเทศ

แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

เขตที่สูงกายอานา

เขตที่สูงกายอานาประกอบด้วย เขตที่สูงกายอานา (Guiana Highland) และที่ลุ่มยาโนส (Llanos) เป็นพื้นที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของทวีป เป็นหินอัคนีหรือหินแกรนิต มีความยาวในแนวตะวันออกถึงตะวันตกมากว่า 1,600 กิโลเมตร พื้นที่สูงเริ่มจากตอนใต้ของประเทศเวเนซุเอลาไปถึงเหนือสุดของประเทศบราซิล ประกอบด้วยที่ราบสูง มีร่องน้ำลึกมาก มีน้ำตกที่สูงสุดของโลก คือ น้ำตกแองเจิล ซึ่งสูง 979 เมตร

ที่ลุ่มยาโนสอยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของที่สูงกายอานา เป็นพื้นที่ราบลุ่มระหว่างเทือกเขาแอนดีสและที่สูงกายอานา อยู่ในประเทสโคลอมเบียและเวเนซุเอลา มีแม่น้ำที่สำคัญ คือ โอริโนโค (Orinoco) และสาขา ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทำให้เป็นที่ราบลุ่มสมบูรณ์

เขตเทือกเขาแอนดีส

เทือกเขาแอนดิส เป็นเทือกเขาแคบวางตัวยาวในแนวเหนือ-ใต้เลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เริ่มตั่งแต่แหลมเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้ เป็นแนวยาวลงไปจนสุดแหลมฮอร์นของประเทศชิลี ด้านทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก มีชายฝั่งแคบมากและภูเขาสูงชัน มีแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลลงมหาสมุทรแปซิฟิก บางบริเวณเป็นเขตแห้งแล้งหรือหนาวเย็นจัด ด้านทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสจะมีความลาดชันน้อยกว่าซีกตะวันตก และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ เช่นแม่น้ำแอมะซอน เป็นต้น

เขตลุ่มน้ำภาคใต้

เขตลุ่มน้ำภาคใต้อยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส เริ่มตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศโบลิเวียไปจนสุดแหลมภาคใต้ของประเทศอาร์เจนตินา ประกอบด้วยที่ราบแพมพาส (Pampas) และปาตาโกเนีย (Patagonia) ในประเทศอาร์เจนตินา

ที่ราบแพมพาสมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติขนาดใหญ่ และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านไปลงสู่อ่าวริโอ เดอ ลา พลาตา (Rio de la Plata) ระหว่างเมืองหลวงของประเทศอุรุกวัยและอาร์เจนตินา

ที่ราบปาตาโกเนีย มีภูมิอากาศแบบทะเลทรายหนาวเย็น อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา มีพื้นที่ค่อนข้างขรุขระและมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น พื้นที่บางส่วนเป็นธารน้ำแข็งและทะเลสาบ ชายฝั่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเพนกวิน แมวน้ำ และวาฬ

เขตลุ่มน้ำแอมะซอนและที่สูงบราซิล

เขตลุ่มน้ำแอมะซอนและที่สูงบราซิลในประเทศบราซิล เริ่งตั้งแต่ด้านตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสในเปรูจนถึงด้านตะวันออกของบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกลุ่มน้ำแอมะซอน หรือเรียกสั้นๆ ว่า "แอมะโซเนีย" (Amazonia) เป็นพื้นที่ราบต่ำ มีระดับความสูงต่ำกว่า 200 เมตร มีความลาดเทน้อยมาก แม่น้ำมีความยาว 6,570 กิโลเมตร คลุมพื้นที่มากกว่า 8 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่เต็มไปด้วยป่าดิบชื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนที่สูงบราซิลอยู่ทางทิศตะวันออกติดมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มตั้นแต่ตอนกลางของประเทศบราซิลลงไปติดประเทศอุรุกวัย มีความยาวประมาณ 1,280 กิโลเมตร ประกอบด้วยภูเขาไม่สูงมากนัก นอกจากภูมิประเทศทั้ง 4 เขต แล้ว ทวีปอเมริกาใต้ยังมีชายฝั่งทะเล โดยทางตะวันออกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทางตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของทวีปจะเป็นฟยอร์ด (Fjord) ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของธารน้ำแข็ง และมีสัตว์และนกหลายชนิดอาศัยอยู่

ทางตอนเหนือของทวีปมีแม่น้ำไหลลงทะเลแคริบเบียน แม่น้ำแอมะซอนไหลจากเทือกเขาแอนดีสลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองมาคาปา (Macapa) ประเทศบราซิล โดยบริเวณปากแม่น้ำนั้นมีเกาะจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำปารากวัย แม่น้ำอุรุกวัย แม่น้ำซาลาโต แม่น้ำโคโลราโด แม่น้ำซูบัต และแม่น้ำสายสั้นๆ อีกไหลจากทางทิศตะวันตกของทวีปไปลงมหาสมุทรแอตแลนติกทางด้านตะวันออก

ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติ

ลักษณะภูมิอากาศ

ทวีปอเมริกาใต้ มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 80 อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น โดยเฉพาะทางตอนเหนือของทวีป จะมีลักษณะอากาศแบบมรสุมเขตร้อนจนถึงแบบอบอุ่น ส่วนในทางใต้จะได้รับอิทธิพลจากขั้วโลกใต้ ทำให้มีอากาศหนาวเย็น สามารถแบ่งภูมิอากาศตามแบบเคิปเปนได้ดังนี้

1.                  เขตภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น หรือฝนตกชุกเขตร้อน (Af) และภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน (Am) มีฝนตกชุกมากทั้งปี เช่น พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกและตอนใต้ของประเทศโคลอมเบีย ตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของประเทศบราซิล เป็นต้น

2.                  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw) เป็นเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่ในฤดูหนาวอากาศจะเย็นและแห้งแล้ง ได้แก่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศบราซิลและทางทอศตะวันตกของประเทศเอกวาดอร์

3.                  เขตภูมิอากาศแบบทะเลทรายเขตร้อน (BWh) เป็นเขตภูมิอากาศที่มีฝนตกน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี เช่น พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเวเนซุเอลาที่ติดกับทะเลแคริบเบียน เป็นต้น

4.                  เขตภูมิอากาศแบบทะเลทรายเขตหนาว (BWk) เป็นเขตภูมิอากาศแบบทะทะเลทรายแต่มีอากาศหนาวเย็น ได้แก่ พื้นที่ทางตะวันตกของเทือกเขาแอนดีส ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณประเทศเปรูและชิลี

5.                  เขตภูมิอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายหรือทุ่งหญ้าสเตปป์ (BSh) เป็นเขตภูมมิอากาศแบบแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบปี 380-760 มิลลิเมตร ได้แก่ พื้นที่ทางเหนือสุดของทวีปในประเทศโคลอมเบียและทางตอนกลางของอาร์เจนตินา

6.                  เขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น (Cfa) เป็นเขตที่มีฝนตกชุก เนื้องจากชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออก มีกระแสน้ำอุ่นบราซิลไหลเลียบชายฝั่งลงมาทางทิศใต้ เช่น บริเวณประเทศอาร์เจนตินาและอุรุกวัยที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

7.                  เขตภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก (Cfb) มีฤดูหนาวยาวนาน ได้แก่ พื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศชิลีและปลายแหลมของทวีป

8.                  เขตภูมิอากาศแบบเขตขั้วโลก (E) มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ได้แก่ บริเวณพื้นที่ปลายแหลมของทวีป

9.                  เขตภูมิอากาศแบบที่สูง (H) เป็นภูมิอากกาสที่หนาวเย็นบนเทือกเขาสูง ได้แก่ บริเวณเทือกเขาแอนดีส

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ

ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดในโลก โดยลุ่มน้ำแอมะซอนนั้นเป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนที่สำคัญ พืชพรรณธรรมชาติในทวีปอเมริกาแบ่งออกได้เป็นเขตดังนี้

ป่าดิบชื้น

เป็นป่าไม้ที่มีลำต้นสูง ไม่มีกิ่งสาขาในระดับต่ำ รากมีลักษณะเป็นแนวนูนขึ้นมาบนต้น ใบใหญ่ และมีสีเขียวตลอดปี พันธุ์ไม้มีความหลากหลายมาก มักพบกล้วยไม้ ไม้เลื้อย เช่น เถาวัลย์ เฟิร์น และมอส เป็นต้น ป่าดิบชื้นในลุ่มน้ำแอมะซอนเป็นป่าไม้ประมาณร้อยล่ะ 25 ของพื้นที่ป่าไม้โลก นอกจากนั้นยังพบป่าดินชื้นในประเทศเวเนซุเอลา โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ อีกด้วย

ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางซีกโลกใต้   เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง มีที่ราบเฉพาะเขตชายฝั่งและลุ่มแม่น้ำ  ภูมิอากาศมีทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น   ซึ่งเหมาะแก่การดำรงชีวิต  จึงเป็นทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่มากแห่งหนึ่งของโลก   แต่เนื่องจากความแตกต่างทางด้านสังคม การเมือง และปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของประชากร   ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ทั้งๆที่อยู่ใกล้ชิดติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นทวีปที่พัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากในทุกๆด้าน
                ทวีปอเมริกใต้ เป็นทวีปที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางซีกโลกใต้  โดยมีเส้นศูนย์สูตรและเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์นลากผ่าน ซึ่งแสดงว่าทวีปอเมริกาใต้มีลักษณะภูมิอากาศทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น   ทวีปอเมริกาใต้เป็นที่ทวีปที่มีความแตกต่างกันทางด้านกายภาพมากแห่งหนึ่งของโลก  กล่าวคือ  เป็นดินแดนที่มีระบบภูเขาซึ่งมีแนวต่อเนื่องกันยาวที่สุดในโลก  และมีที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นที่กว้างขวางที่สุดในโลก ขณะที่ดินแดนบางส่วนของทวีปนี้มีอากาศแห้งแล้งมาก นอกจากนี้ประชากรในทวีปอเมริกาใต้ ยังมีความหลากหลายในด้านเชื้อชาติและการดำเนินชีวิต  คือ  มีทั้งชาวอินเดียน   ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมชาวสเปนและโปรตุเกสซึ่งเป็นพวกผิวขาว พวกผิวดำชาวแอฟริกา พวกผิดเหลืองชาวเอเชีย  ซึ่งเป็นผู้อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ และพวกเมติโซซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์เลือดผสม ส่วนวิถีการดำเนินชีวิต มีตั้งแต่สภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติแบบเก่าแก่ดั้งเดิม จนกระทั่งการมีชีวิตที่ทันสมัยแบบชาวเมืองยุโรป

ลักษณะทางกายภาพ
1.ที่ตั้ง
                ทวีปอเมริกาใต้ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดประมาณ 12-56 องศาใต้ และลองจิจูดประมาณ 34-81  องศาตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางซีกโลกใต้ มีพื้นที่ส่วนน้อยที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ

2.อาณาเขต
                 ทิศเหนือ ติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ ทะเลแคริบเบียน และมหาสมุทรแอตแลนติก  เกาะที่สำคัญทางตอนเหนือของทวีป ได้แก่ เกาะตรินิแดด เกาะโตเบโก 
                ทิศตะวันออก ติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก
                ทิศใต้ ติดต่อกับช่องแคบเดรค (Drake Passage) ซึ่งเป็นน่านน้ำที่คั่นทวีปอเมริกาใต้กับทวีปแอนตาร์กติกา  เกาะใหญ่ทางใต้สุด คือ เกาะเตียร์ราเดลฟิวโก (Tierra del Fuego) โดยมีช่องแคบแมกเจลแลนด์คั่นกับแผ่นดินใหญ่ เกาะฟอล์กแลนด์ของอังกฤษ ซึ่งเป็นเกาะที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
                ทิศตะวันตก ติดต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก และคลองปานามา เกาะสำคัญทางตะวันตก ได้แก่ หมู่เกาะกาลาปากอส

3.ขนาด
                ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ประมาณ 17,819,647 ตารางกิโลเมตร เป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่  4 ของโลกรองจากทวีปเอเชีย แอฟริกาและอเมริกาเหนือ  มีความยาววัดจากทิศเหนือสุดถึงทิศใต้สุดได้ประมาณ 7,360 กิโลเมตร และมีความกว้างที่สุดวัดจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกได้ประมาณ 5,180 กิโลเมตร
                ทวีปอเมริกาใต้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือ คือ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีฐานกว้างอยู่ทางทิศเหนือ และมียอดแหลมอยู่ทางทิศใต้

ทวีปอเมริกาใต้ ประกอบด้วย

1.เฟรนช์เกียนา
2.ซูรินาเม
3.กายอานา
4.หมู่เกาะฟอล์กแลนด์
5.อุรุกวัย
6.ชิลี
7.เอกวาดอร์
8.ปารากวัย
9.โบลิเวีย
10.เวเนซุเอลา
11.โคลัมเบีย
12.บราซิล
13.เปรู
14.อาร์เจนตินา

1.กาเยน
2.ปารามาเรีย
3.จอร์จทาวน์
4.สแตนลีย์ (อังกฤษ)
5.มอนเตวิเดโอ
6.ซานติอาโก
7.กีโต
8.อะซุนซิโอน
9.ลาปาซ
10.คารากัส
11.โบโกตา
12.บราซิเนีย
13.ลิมา
14.บูเอโนสไอเรส

 

4.ลักษณะภูมิประเทศ   แบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่
                1) เขตเทือกเขาทางตะวันตก
                    ทางด้านตะวันตกของทวีปซึ่งติดต่อกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก มีเทือกเขาแอนดีส ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มีภูเขาไฟที่ยังทรงพลังอยู่หลายลูก ทอดเป็นแนวยาวขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จากเหนือสุดลงมาใต้สุด ตั้งแต่ปานามาเกาะเตียร์ราเดลฟิวโก  แนวเทือกเขานี้มีความยาวประมาณ 7,200 กิโลเมตร  นับเป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโอริโนโค และแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญในทวีปอเมริกาใต้ มียอดเขาที่สูงที่สุด  ชื่อ อะคองคากัว (Acomcagua) สูงประมาณ 6,960  เมตรในประเทศอาร์เจนตินา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือและใต้  ในเขตเทือกเขาแอนดีสช่วงที่เทือกเขาแยกตัวออกเป็น 2 แนว มีที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งเป็นที่ราบสูงขนาดใหญ่ที่มีความสูงจากระดับมากเป็นที่สองของโลกรองจากที่ราบสูงทิเบต  และบนที่ราบสูงมีทะเลสาบสำคัญ ชื่อ  ทะเลสาบติติกากา  เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่ใช้เดินเรือได้ อยู่สูงที่สุดในโลก (3,810 เมตร)
                2) เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ ประกอบด้วย
                    -ที่ราบลุ่มแม่น้ำโอริโนโค อยู่ทางตอนเหนือสุด มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแอนดีส  ไหลผ่านที่ราบในเขตประเทศโคลัมเบีย และเวเนซูเอลา ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก
                    -ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน  เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่และมีประมาณน้ำมากที่สุดของโลก  มีเนื้อที่ประมาณ 7 ล้านกิโลเมตร มีความยาวประมาณ 6,437 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับ 2 รองจากแม่น้ำไนล์ เป็นแม่น้ำที่ได้รับน้ำจากหลายสาขาที่มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาแอนดีส ที่ราบสูงกิอานาและที่ราบสูงบราซิล และไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในเขตประเทศบราซิล
                    -ที่ราบลุ่มแม่น้ำปารานา-ปารากวัย-อุรุกวัย อยู่ทางใต้ของที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ในเขตประเทศปารากวัย อุรุกวัยและอาร์เจนตินา บริเวณที่แม่น้ำทั้ง 3 ไหลมาบรรจบกันมีลักษณะเป็นอ่าวใหญ่ เรียกว่า  ริโอเดลาพลาตา (Rio de la Plata)
                3)เขตที่ราบสูงภาคตะวันออก ประกอบด้วย
                    -ที่ราบสูงกิอานา อยู่ในเขตประเทศเวเนซุเอลา เฟรนซ์เกียนา ซรินาเม กายอานาและภาคเหนือของประเทศบราซิล
                    -ที่ราบสูงบราซิล อยู่ทางด้านตะวันออกของทวีปในเขตประเทศบราซิล ระหว่างลุ่มแม่น้ำแอมะซอนกับลุ่มแม่น้ำปารานาและปารากวัย เป็นที่ราบสูงที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก
                    -ที่ราบสูงโตกรอสโซ อยู่ทางตะวันตกของที่ราบสูงบราซิลในเขตประเทศบราซิลและโบลิเวีย
                    -ที่ราบสูงปาตาโกเนียเป็นที่ราบสูงเชิงเขาแอนดีส อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา

ลักษณะภูมิอากาศ 
            ลักษณะภูมิอากาศของทวีปอเมริกาใต้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
                1.ที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตละติจูดต่ำ ดังนั้นเกือบทุกประเทศอยู่ในเขตร้อน ยกเว้น อุรุกวัย  อาร์เจนตินา ชิลีที่อยู่ในเขตละติจูกลาง หรืออยู่ในเขตอบอุ่น
                2.ลักษณะภูมิประเทศ มีเทือกเขาแอนดีสวางตัวอยู่แนวเหนือ-ใต้ขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก  จึงเป็นกำแพงขวางกั้นความชื้นและลมประจำที่พัดจากทะเล   ทำให้ดินแดนภายในทวีปบางบริเวณมีอากาศแห้งแล้ง เป็นเขตทุ่งหญ้าและทะเลทราย  ประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตละติจูดต่ำมีอากาศร้อน ยกเว้นบริเวณเทือกเขาและที่ราบสูงจะมีอุณหภูมิลดลงจะมีอากาศอบอุ่น เช่น โบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย ลาปาซ เมืองหลวงของประเทศโบลิเวีย
                3.ลมประจำ พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้อยู่ในเขตลมสงบบริเวณศูนย์สูตร และเขตอิทธิพลของลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือและลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชายฝั่งตะวันออกของทวีปมีฝนตกชุก  แต่ลมนี้ไม่ได้นำความชื้นเข้าสู่พื้นที่ภายในทวีป
                 4.กระแสน้ำ กระแสน้ำเย็นเวสต์วินด์  ไหลมาจากแถบขั้วโลกผ่านเลียบชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ คือ ชายฝั่งทะเลของประเทศชิลีและเปรูเรียกว่า กระแสน้ำเย็นฮัมโบลต์ หรือกระแสน้ำเย็นเปรู ทำให้ชายฝั่งด้านนี้ในฤดูร้อนไม่ร้อนมากนัก ทางด้านตะวันออกมีกระแสน้ำอุ่นบราซิลและกระแสน้ำเย็นฟอล์กแลนด์ไหลผ่าน

ลักษณะภูมิอากาศของอเมริกาใต้ แบ่งออกเป็น 8 เขต
                1.เขตภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น (Tropical Rainforest Climate)  เป็นเขตที่มีอากาศร้อนและชุ่มชื้นตลอดปีพบในบริเวณเขตศูนย์สูตรแถบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล  พืชพรรณธรรมชาติ เป็น ป่าดิบ เรียกว่า ป่าเซลวาส (Selvas)
                2.เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือสะวันนา  (Savanan Climate)  เป็นเขตที่มีอากาศร้อนตลอดปี มีฤดูแล้งสลับกับฤดูฝนพบในบริเวณลุ่มแม่น้ำโอริโนโคในประเทศโคลัมเบียและเวเนซุเอลา ที่ราบสูงกิอานาในประเทศเวเนซุเอลา ที่ราบสูงบราซิล   พืชพรรณธรรมชาติ เป็น ทุ่งหญ้าและป่าโปร่งทุ่งหญ้าในเขตลุ่มแม่น้ำโอริโนโคและที่ราบสูงกิอานา เรียกว่า ทุ่งหญ้ายาโนส (Llanos)  ทุ่งหญ้าในเขตประเทศบราซิล เรียกว่า ทุ่งหญ้าแคมโปส  ทุ่งหญ้าทางตอนใต้ของบราซิล ปารากวัยและตอนเหนือของอาร์เจนตินา เรียกว่า ทุ่งหญ้ากรันชาโก
                3.เขตภูมิอากาศแบบทะเลทราย (Desert Climate) มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยกว่า 10 นิ้วต่อปี  ได้แก่ ทะเลทรายอะตากามา ทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตประเทศเปรู และตอนเหนือของชีลี และทะเลทรายในเขตที่ราบสูงปาตาโกเนียทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสในเขตประเทศอาร์เจนตินา
                4.เขตภูมิอากาศแบบกึ่งทะเลทราย (Steppe Climate) ซึ่งอยู่ระหว่างเขตทะเลทรายกับเขตอบอุ่น  มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยกว่า 15 นิ้วต่อปี พบบริเวณตะวันออกของอาร์เจนตินาถึงที่ราบสูงปาตาโกเนียทางตอนใต้   พืชพรรณธรรมชาติ ทุ่งหญ้าสั้นๆ หรือทุ่งหญ้าสเตปป์
                5.เขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Climate) มีอากาศร้อนแห้งแล้งในฤดูร้อน และมีอากาศอบอุ่นฝนตกในฤดูหนาวพบบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางของชิลี   พืชพรรณธรรมชาติ ไม้พุ่มมีหนาม ใบแหลมเรียวเล็ก เป็นมันเปลือกหนา เพื่อป้องกันการคายน้ำในฤดูร้อน
                6.เขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น (Humid Subtropical Climate) มีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น ปริมาณน้ำฝนปานกลาง ประมาณ 750-1,500 มิลลิเมตรต่อปี  ได้รับอิทธิพลจากลมประจำที่พัดผ่านน่านน้ำนำกระแสน้ำอุ่นเข้าสู่ฝั่ง  พบบริเวณชายฝั่งตะวันออกของทวีป   พืชพรรณธรรมชาติ  เป็นป่าผลัดใบ และบริเวณภายในมีปริมาณน้ำฝนน้อยลง  พืชพรรณเป็นทุ่งหญ้ายาวเรียกว่า ทุ่งหญ้าปามปัส (Pampas) มีความสำคัญทางการเกษตรของประเทศปารากวัย อุรุกวัยและอาร์เจนตินา
                7.เขตภูมิอากาศแบบภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก (Marine Westcoast Climate)  มีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้นตลอดปี เพราะได้รับอิทธิพลจากลมประจำตะวันตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 5,000 มิลลิเมตรต่อปี พบบริเวณทางตอนใต้ของเขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนในประเทศชีลี  พืชพรรณธรรมชาติ ป่าผลัดใบกับป่าสน
                8.เขตภูมิอากาศแบบภูเขาสูง มีอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามความสูงของพื้นที่พบบริเวณแถบเทือกเขาแอนดีส

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม
                ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียนเผ่าอินคา เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ของประเทศเอกวาดอร์ เปรู โบลิเวียและทางตอนเหนือของประเทศชีลิในปัจจุบัน อาณาจักรนี้มีความเจริญสูงสุดประมาณตอนกลางของพุทธศตวรรษที่ 20  สิ่งที่แสดงถึงอารยธรรมของพวกอินคา ได้แก่ การนำหินมาปูถนน การทำสะพานแขวนด้วยเชือกเพื่อทอดข้ามลำธาร แม่น้ำและหุบเขาแคบๆ การสกัดหินภูเขาออกมาเป็นแท่งๆ   เพื่อนำไปก่อสร้างที่อยู่อาศัย การปรับพื้นที่เนินเขาให้เป็นขั้นบันไดเพื่อใช้เพาะปลูกการขุดคลองเพื่อส่งน้ำเพื่อการเกษตร   ใน พ.ศ.2075 อาณาจักรอินคาต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสเปน สเปนจึงมีอำนาจปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์นี้ การที่สเปนเข้ามามีอิทธิพลในทวีปอเมริกาใต้ ทำให้มีคำเล่าลือว่าทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทองคำ เงินและโลหะอื่นๆ ซึ่งเป็นดึงดูดใจให้ผู้คนในประเทศสเปนและโปรตุเกส  พากันเดินทางเข้ามาแสวงโชคลาภในทวีปนี้มากขึ้น ดังนั้นทุกภูมิภาคในทวีปนอเมริกาใต้จึงตกเป็นอาณานิคมของสเปน ยกเว้นบราซิลเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส   ปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ชาวอาณานิคมได้ต่อสู้จนได้รับเอกราช และได้สถาปนาเป็นประเทศเอกราชเกือบทั้งหมด ยกเว้นเฟรนซ์เกียนาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสและเกาะฟอล์กแลนด์เป็นดินแดนในปกครองของอังกฤษ

ลักษณะทางด้านประชากร
                1.เชื้อชาติ ประกอบด้วยกลุ่มชน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มชาวอินเดียน กลุ่มชาวผิวขาวและกลุ่มชาวผิวดำ
                    1.1 กลุ่มอินเดียน เป็นชนเผ่าดั้งเดิม  ที่สร้างสรรค์อารยธรรมในทวีปอเมริกาใต้เมื่อประมาณ 5,000 ปี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบที่สูงของเทือกเขาแอนดีส และบางส่วนอาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและชายฝั่งทะเลแคริบแบียน  เมื่อชาวผิวขาวได้เข้ามามีอิทธิพลในทวีปอเมริกาใต้ก็บังคับให้ชาวอินเดียนทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ของตน ต่อมามีผู้หญิงอินเดียจำนวนมากได้แต่งงานกับคนผิวขาว ทำให้มีลูกเลือดผสมเรียกว่า เมสติโซ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ ส่วนชาวอินเดียเลือดบริสุทธิ์ปัจจุบันมีอยู่จำนวนน้อยในบางประเทศ เช่น เปรู โบลิเวีย เอกวาดอร์ บราซิล
                    1.2 กลุ่มผิวขาว ซึ่งอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ได้แก่ ชาวสเปน โปรตุเกส  อิตาลี เยอรมัน และโปแลนด์ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวญี่ปุ่น  เป็นพวกผิวเหลืองได้อพยพเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้เป็นจำนวนมาก
                    1.3 กลุ่มผิวดำ  จากทวีปแอฟริกาได้อพยพเข้าในฐานะใช้แรงงานในไร่นาและเหมืองแร่ของพวกผิวขาวในประเทศบราซิลและโคลัมเบีย ต่อมาคนผิวดำได้แต่งงานกับคนผิวขาว  และมีลูกเลือดผสมเรียกว่า มูแลตโต ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศบราซิลและโคลัมเบีย
                2.ภาษา ประเทศต่างๆในทวีปอเมริกาใต้ ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ ยกเว้นประเทศบราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส ประเทศกายอานา ใช้ภาษาอังกฤษ เฟรนซ์เกียนา ใช้ภาษาฝรั่งเศส และซูรินาเม  ใช้ภาษาดัตช์
                3.ศาสนา  ประชากรร้อยละ 90 ของทวีปอเมริกาใต้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  ที่ชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้นำเข้ามาเผยแผ่ ส่วนนิกายโปรเตสแตนต์มีผู้นับถือน้อย
                4.การศึกษา ประเทศที่มีการศึกษาพัฒนามากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ อาร์เจนตินา ชีลี  กายอานา  อุรุกวัย และซูรินาเม ประชากรของประเทศเหล่านี้มีอัตราการอ่านเขียนได้สูง  เพราะเป็นประเทศมี่มีเศรษฐกิจค่อนข้างดี   จึงสามารถจัดการศึกษาบังคับแบบให้เปล่าได้ทั่วถึง ส่วนประเทศอื่นๆ มีประชากรอ่านออกเขียนได้ยู่ในอัตราที่ต่ำกว่านี้
                5.การกระจายและความหนาแน่นของประชากร
                    ทวีปอเมริกาใต้มีประชากรทั้งหมด 331 ล้านคน (พ.ศ.2541) เฉลี่ยความหนาแน่นของประชากร 18.6 คนต่อตารางกิโลเมตร จัดเป็นทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง   
                บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง
                    - บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นเขตป่าดิบที่มีการคมนาคมติดต่อกันได้ยากลำบาก มีอุทกภัยเกิดขึ้นเสมอและมีสัตว์ป่าที่เป็นอันตรายและโรคภัยไข้เจ็บชุกชุม
                    - บริเวณที่ราบสูงทั้งในเขตร้อนและอบอุ่น มีอากาศแห้งแล้งเป็นทะเลทราย หรือทุ่งหญ้าเขตร้อนมีดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เป็นบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเหมาะแก่การดำเนินชีวิต  มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีการคมนาคมขนส่งสะดวก ได้แก่
                    - บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่ปากแม่น้ำแอมะซอนจนถึงปากอ่าวริโอเดอลาพลาตา
                    - เขตที่ราบสูงของเทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลัมเบีย เอกวาดอร์ และเปรู
                    - เขตเมืองหลวงและเมืองใหญ่ของประเทศต่างๆในทวีปอเมริกาใต้

อาชีพและทรัพยากรธรรมชาติ
            1.การเพาะปลูก ที่สำคัญได้แก่ 
                    - กาแฟ  ประเทศที่ผลิตกาแฟในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย เอกวาดอร์  โดยเฉพาะบราซิล เป็นประเทศที่ส่งกาแฟออกจำหน่ายมากร้อยละ 50 ของโลก
                    - โกโก้ ได้จากเมล็ดกาเกา ใช้ทำช็อกโกเลต เครื่องดื่ม และขนมหวาน เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ประเทศที่ผลิตได้มาก คือ บราซิลและเอกวาดอร์
                    - ข้าวโพด  เป็นพืชที่ปลูกมากและส่งออกของประเทศบราซิล รองลงมาได้แก่  อาร์เจนตินา  เวเนซุเอลา เปรูและโคลัมเบีย
                    - ข้าวสาลี ประเทศที่ผลิตได้มาก คือ อาร์เจนตินา บราซิล ชีลี
                    - อ้อย ปลูกมากในประเทศบราซิล
                    - กล้วย ปลูกมากในประเทศเอกวาดอร์
                    - ฝ้าย ปลูกมากในประเทศบราซิลและอาร์เจนตินา
            2.การเลี้ยวสัตว์
                ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่มีทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์  ได้แก่ ทุ่งหญ้ายาโนส  ทุ่งหญ้าแคมโปสและทุ่งหญ้ากรันชาโก ส่วนทุ่งหญ้าปามปัสอยู่ในเขตประเทศอาร์เจนตินา อุรุกวัยและตอนใต้ของบราซิล สัตว์เลี้ยงที่สำคัญได้แก่
                    - โคเนื้อ ประเทศที่เลี้ยงโคเนื้อมาก คือ อาร์เจนตินา อุรุกวัย และบราซิล
                    - แกะ ประเทศที่เลี้ยงมากคือ อุรุกวัย เลี้ยงมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากออสเตรเลีย
                    - สุกร ประเทศที่เลี้ยงมาก คือ เปรู บราซิล
            3.ป่าไม้และผลผลิตจากไม้
                แหล่งป่าไม้เนื้อแข็งที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และกว้างขวาง  คือ  ป่าเซลวาสในบริเวณแม่น้ำแอมะซอน แต่มีการนำมาใช้น้อย เพราะการคมนาคมขนส่งไม่สะดวกควินิน (Quinine) ใช้ทำเป็นยาป้องกันโรคมาลาเรีย ได้จากต้นซิงโคนา   ยูคาลิปตอล (Eucalyptol) จากต้นยูคาลิปตัส ใช้เป็นส่วนผสมของยาแก้ไอ   ยางพารา เป็นพืชดั้งเดิมของอเมริกาใต้   ยางไม้ (Chicle) ใช้ทำหมากฝรั่ง   ยางบาลาตา (Balata) ใช้หุ้มสายเคเบิลใต้น้ำ และหุ้มลูกกอล์ฟ   ฝาด (Tannin) ใช้ฟอกหนัง   บราซิลนัด (Brazil nut) ใช้เป็นอาหาร   ประเทศที่ผลผลิตไม้และผลผลิตจากป่าไม้ที่สำคัญ คือ บราซิล โคลัมเบีย และเปรู
            4.การประมง 
                บริเวณทางชายฝั่งตะวันตกด้านมหาสมุทรแปซิฟิก  บริเวณประเทศเปรูและชิลี  เป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุมแห่งหนึ่งของโลก  เพราะเป็นบริเวณที่กระแสน้ำเย็นเปรูหรือกระแสน้ำเย็นฮัมโบลต์กับกระแสน้ำอุ่นใต้เส้นศูนย์สูตรไหลบรรจบกัน
            5.การทำเหมืองแร่   อเมริกาใต้มีแร่ธาตุทีสำคัญหลายชนิด ได้แก่
                    - ทองแดง ประเทศที่ผลิตทองแดงได้เป็นอันดับ 1 ของโลก คือ ประเทศชิลี  อยู่ในแคว้นชูคีตมาตานอกจากนี้ยังมีประเทศเปรูและ    บราซิล
                    - เหล็ก ประเทศที่ผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือ บราซิล  นอกจากนี้ยังประเทศเวเนซุเอลาโบลีเวียและชีลี
                    - ดีบุก ประเทศที่ผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากมาเลเซีย คือ โบลีเวีย  อยู่ในเขตที่ราบสูงอัลติพลาโน
                    - สังกะสี ผลิตได้มากในประเทศเปรู อาร์เจนตินา บราซิล
                    -  ทองคำ ประเทศที่ผลิตได้มาก คือ ประเทศบราซิล
                    - น้ำมันปิโตรเลียม  ประเทศที่ผลิตได้มาก คือ เวเนซุเอลา อยู่บริเวณรอบๆ  ทะเลสาบมาราไคโบ นอกจากนี้ยังมีในประเทศ บราซิล เอกวาดอร์  โบลิเวีย แต่มีปริมาณไม่มาก
            6.การอุตสาหกรรม
                อุตสาหกรรมในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา  เป็นแปรผลผลิตทางการเกษตร   เช่น การผลิตน้ำตาล  อาหารกระป๋อง ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าและมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  ได้แก่ บราซิลและอาร์เจนตินา เช่น การผลิตเหล็กและเหล็กกล้า การกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี การผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองใหญ่หรือเมืองหลวง เช่น เซาเปาโล ริโอเดจาเนโร  บูเอโนสไอเรสฯลฯ
            7.การค้าขาย   สินค้าออก ส่วนใหญ่ของประเทศต่างๆในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ วัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตร  ที่สำคัญคือ กาแฟ เนื้อสัตว์ ข้าวโพด กล้วย โกโก้ ฝ้าย น้ำมัน สินแร่เหล็กและทองแดง  สินค้าเข้า ส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรและเครื่องยนต์สำหรบการเกษตร ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และสิ่งทอ   ในการค้ากับต่างประเทศเกือบทุกประเทศเสียดุลการค้าตลอดมา ยกเว้นประเทศบราซิล  เพราะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  และมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท  จนมีผลผลิตส่งเป็นสินค้าออก ส่วนเวเนซุเอลา เป็นประเทศที่ส่งน้ำมันดิบเป็นสินค้าออกรายใหญ่รายหนึ่งของโลก  ประเทศคู่การค้าสำคัญของประเทศต่างๆในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักรและประเทศในทวีปอเมริกาใต้ด้วยกัน
            8.การคมนาคมขนส่ง
                แม้ทวีปอเมริกาใต้จะมีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันกับทวีปอเมริกาเหนือ  แต่ระบบการคมนาคมขนส่งในทวีปยังหล้าหลังอยู่มาก  และกระจายไม่ทั่วถึงทุกส่วนของทวีป  เพราะประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศยากจนและด้อยพัฒนา  ประกอบกับการมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมขนส่งอยู่ทุกภูมิภาค กล่าวคือ มีภูเขาสูงที่ทุรกันดาร มีภูมิอากาศแห้งแล้งเป็นทะเลทราย  บริเวณที่มีการคมนาคมขนส่งสะดวกจึงกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ในเขตที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีสภาพ   ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนหรือแห้งแล้งเกินไป ประกอบด้วย
                1.ทางบก ประกอบด้วย
                        1.1 ทางรถยนต์ ทวีปอเมริกาใต้มีถนนสายหลักที่ใช้ติดต่อเชื่อมประเทศต่างๆ คือ  ทางหลวงสายแพนอเมริกัน (Pan-American Highway)  เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อจากประเทศสหรัฐอเมริกาลงมาถึงตอนใต้ของประเทศชีลี โดยมีเส้นทางตัดเชื่อมไปยังเมืองหลวงของประเทศต่างๆกว่า 17 เมือง  ส่วนประเทศที่มีการพัฒนาเส้นทางรถยนต์อยู่ในระดับดี ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และชีลี
                        1.2ทางรถไฟ   ทางรถไฟในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นสายสั้นๆ เชื่อมเมืองใหญ่หรือเมืองท่าระหว่างชายฝั่งกับที่ราบภาคใต้ ประเทศที่มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางรถไฟได้เจริญก้าวหน้ามาก ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางรถไฟในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ ริโอเดจาเนโร เซาเปาลู  ในประเทศบราซิล เมืองมอนเตวิเดโอในประเทศอุรุกวัย บูเอโนสไอเรส ในประเทศอาร์เจนตินา
                        1.3 ทางน้ำ    ทางแม่น้ำลำคลอง ที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งได้ดี คือ แม่น้ำปารานา ซึ่งสามารถเดินเรือเชื่อติดต่อระหว่างเมืองบูเอโนสไอเรสในประเทศอาร์เจนตินากับเมืองต่างๆ  ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ  แม่น้ำแอมะซอนแม้จะกว้างและลึกพอที่จะให้เรือเดินทะเลขนาดใหญ่แล่นเข้าไปได้ภายในทวีปได้ไกลถึงเมืองมาเนาส์   ซึ่งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำประมาณ  1,600 กิโลเมตร  แต่ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนัก  เพราะในเขตลุ่มแม่น้ำนี้มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางมาก และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อย
                2.ทางทะเล  ทวีปอเมริกาใต้สามารถใช้เรือเดินสมุทร  ติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรปได้สะดวก โดยอาศัยเมืองท่าด้านชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น เมืองเบแลง เรซิเฟ ริโอเดจาเนโร  ในประเทศบราซิล เมืองมอนเดวิเดโอ ในประเทศอุรุกวัย เมืองบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา และเมืองคารากัส ในประเทศเวเนซุเอลา ส่วนเมืองท่าทางด้านชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ เมืองคายาโอ  ในประเทศเปรู เมืองวัลพาไรโซ ประเทศชิลี
                3.ทางอากาศ  ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทึบ ภูเขาสูงและทะเลทราย  ประกอบแหล่งที่มีประชากรหนาแน่นอยู่ห่างไกลกัน  การคมนาคมขนส่งทางอากาศจึงมีความสำคัญมาก  ทุกประเทศพยายามพัฒนาการขนส่งทางอากาศให้ทั่วถึง ประเทศที่มีการคมนาคมขนส่งทางอากาศมาก ได้แก่ ประเทศบราซิลและอาร์เจนตินา  มีท่าอากาศยานภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ทันสมัยอยู่หลายแห่ง เพราะเป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างดี

รายการ......ลองทำดู
1.จงกล่าวถึงลักษณะที่ตั้งของทวีปอเมริกาใต้
2.ดินแดนที่อยู่เหนือ-ใต้-ตะวันออก-ตะวันตกสุดของทวีปอเมริกาใต้คือบริเวณใด
3.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่ติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ
4.หมู่เกาะที่เป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษมาจนถึงปัจจุบันคือหมู่เกาะใด
5.ช่องแคบแมกเจลแลนอยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้กับเกาะอะไร
6.ประเทศที่มีแนวของเส้นศูนย์สูตรลากผ่านเมืองหลวง คือประเทศอะไร
7.ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่เป็น Lock Land คือประเทศใด
8.ประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้คือประเทศใด
9.เทือกเขาที่มีแนวต่อเนื่องกันยาวที่สุดในโลกคือเทือกเขาอะไร
10.ที่ราบสูงในทวีปอเมริกาใต้ที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอนดีสคือที่ราบสูงอะไร
11.ยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้คือยอดเขาอะไร
12.ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่าอยู่สูงที่สุดในโลก และอยู่ในประเทศใด
13.ที่ราบสูงที่ตั้งอยู่ระหว่างเชิงเขาแอนดีสกับมหาสมุทรแปซิฟิกในทวีปอเมริกาใต้ มีชื่อว่าอะไร
14.แม่น้ำในทวีปอเมริกาใต้ที่ไหลผ่านประเทศเวเนซุเอลาลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก คือแม่น้ำอะไร
15.จงบอกชื่อที่ราบสูงในทวีปอเมริกาใต้
16.ที่ราบสูงในทวีปอเมริกาใต้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือที่ราบสูงอะไร
17.แม่น้ำในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ไหลลงสู่มหาสมุทรอะไร
18.จงบอกชื่อประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาแอนดีส
19.ที่ราบสูงที่ตั้งอยู่ตอนกลางของเทือกเขาแอนดีสคือที่ราบสูงอะไร
20.ลุ่มแม่น้ำที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในโลกคือลุ่มแม่น้ำอะไร
21.พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้ตั้งอยู่ในเขตอากาศแบบใด
22.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่มีอากาศทั้งแบบเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลทราย
23.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น
24.ทะเลทรายที่อยู่ในเขตที่ราบสูงทางตะวันตกของเทือกเขาแอนดีสคือทะเลทรายอะไร
25.จงบอกชื่อทุ่งหญ้าสะวันนาในทวีปอเมริกาใต้
26.ป่าเซลวาส เป็นป่าที่พบในเขตอากาศแบบใด
27.กระแสน้ำที่ไหลผ่านเลียบชายฝั่งของประเทศชิลีและเปรู มีชื่อว่าอะไร
28.พื้นที่ที่เป็นป่าดิบชื้นในทวีปอเมริกาใต้อยู่บริเวณใด
29.ริโอ เด ลา พลาตา คืออะไร
30.บริเวณใดของทวีปอเมริกาใต้ที่มีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
31.ภูมิอากาศแบบภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตกพบในบริเวณใดของทวีปอเมริกาใต้
32.จงบอกชื่อกระแสน้ำที่ไหลผ่านทวีปอเมริกาใต้
33.ถ้านักเรียนไปเที่ยวประเทศชิลีจะพบภูมิอากาศแบบใดบ้าง
34.ภูมิอากาศแบบใดที่พบในเขตที่ราบสูงปาตาโกเนีย
35.ทุ่งหญ้าปามปัสส่วนใหญ่อยู่ในประเทศใด
36.ประชากรดั้งเดิมของทวีปอเมริกาใต้คือชนเผ่าใด
37.ชนเผ่าอินเดียนกลุ่มใดในทวีปอเมริกาใต้ที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเขตประเทศเปรูปัจจุบัน
38.ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศใด
39.เมสติโซ เป็นกลุ่มเชื้อชาติผสมระหว่างชนกลุ่มใด
40.ภาษาราชการของประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ คือภาษาอะไร
41.ประเทศเดียวในทวีปเมริกาใต้ที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการคือประเทศใด
42.ประชากรส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้นับถือศาสนาคริสต์นิกายใด
43.งานเฉลิมฉลองทางศาสนาซึ่งจัดเป็นงานรื่นเริงที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของชาวบราซิล คืออะไร
44.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ
45.บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้คือบริเวณใด
46.บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางที่สุดในทวีปอเมริกาใต้คือบริเวณใด
47.อุปสรรคสำคัญที่มีต่อการพัฒนาการคมนาคมภายในทวีปอเมริกาใต้ คืออะไร
48.น่านน้ำที่มีการคมนาคมขนส่งทางเรือในปริมาณมากที่สุดคือน่านน้ำอะไร
49.พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของทวีปอเมริกาใต้ มีอะไรบ้าง
50.เปลือกซิงโคนาเป็นผลผลิตสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้จากป่าฝนเมืองร้อนในทวีปอเมริกาใต้ มีประโยชน์อย่างไร
51.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ส่งเนื้อสัตว์เป็นสินค้าออกมากที่สุด
52.สัตว์เลี้ยงประเภทใดมีจำนวนมากในทวีปอเมริกาใต้ 
53.ประเทศใดมีการเลี้ยงแกะมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร
54.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่จับสัตว์น้ำได้มากที่สุด
55.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่ผลิตน้ำปิโตรเลียมได้มากที่สุด
56.ประเทศใดผลิตทองได้มากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้
57.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่เป็นสมาชิกขององค์ผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC)
58.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆในทวีปอเมริกาใต้
59.พื้นที่ส่วนใหญ่ของทุ่งหญ้าแคมโปสอยู่ในเขตประเทศใด
60.แหล่งผลิตน้ำมันปิโตรเลียมของทวีปอเมริกาใต้อยู่บริเวณใด
61.เมืองหลวงของประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางมากที่สุด
62.ประเทศใดมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบสูง
63.แม่น้ำใดในทวีปอเมริกาใต้มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตที่ราบสูงบราซิล
64.เซาเปาโล เป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศใด
65.ประเทศใดในทวีปอเมริกาใต้ที่ลักษณะภูมิประเทศเป็นแบบฟยอร์ด

ทวีปอเมริกาใต้
      ทวีปอเมริกาใต้ เป็นทวีปที่มีเส้นศูนย์สูตรและเส้นทรอปิกออฟแคบริคอร์นลากผ่านทวีป มีภูมิอากาศ ที่แตกต่าง กันมาก จากดินแดนที่แห้งแล้ง เป็นทะเลทรายไปจนถึงดินแดนที่มีอากาศร้อนและชุ่มชื้นเป็นป่าดงดิบ มีอาณาเขตติดต่อกับอเมริกาเหนือ ประกอบด้วยประเทศเอกราช 12 ประเทศ และดินแดนที่ยังไม่ได้รับเอกราชอีก 2 แห่ง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกใต้ มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ชิดฝั่งตะวันตกของทวีป แต่ซีกตะวันออกของทวีปเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสลับที่ราบสูง  อารยธรรมในทวีปอเมริกาใต้ สันนิฐานว่า ชนพื้นเมืองในทวีปนี้อพยพมาจากทวีปเอเชีย สร้างความเจริญไว้ บริเวณประเทศเปรู โดนมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองคุชโกหรือมาชูปิกชู ก่อนที่โคลัมบัส จะเดินทางมาพบทวีปอเมริกา

ที่ตั้ง
ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ โดยตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 12 องศาเหนือ ถึง 56 องศาใต้ และ ลองจิจูด 35 องศาตะวันตก ถึง 117 องศาตะวันตก มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากทวีป เอเชีย อัฟริกา อเมริกาเหนือ มีพื้นที่มากกว่า ทวีปแอนตาร์กติกา ยุโรปและออสเตรเลีย โดยมีพื้นที่ประมาณ 17.8 ล้านตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
       ทิศเหนือ ติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ และทะเลแคริบเบียน ประเทศโคลัมเบียของทวีปอเมริกาใต้ติดกับประเทศปานามาของทวีปอเมริกาเหนือ
      ทิศใต้ ติดช่องแคบเดรก ซึ่งเป็นน่านน้ำระหว่างอเมริกาใต้กับทวีปแอนตาร์ติกา ดินแดนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้คือแหลมฮอร์น  ทิศตะวันตก ติดมหาสมุทรแปซิฟิก
       ทิศตะวันออก ติดมหาสมุทรแอตแลนติก

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตติดกับเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ ซูรินาเม กายอานา เฟรนช์เกียนา เวเนซุเอล่า โคลอมเบีย เปรู โบลิเวีย ปารากวัย อาร์เจนตินา และอุรุกวัย ยกเว้น ชิลี และเอกวาดอร์

ขนาดพื้นที่ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (ไทย 513,120 ตารางกิโลเมตร อันดับ 51 ของโลก)

ภูมิประเทศ/ภูมิอากาศ  1) ภาคเหนือ กินพื้นที่ร้อยละ 42 ของทั้งประเทศ หรือใหญ่กว่ายุโรปตะวันตกทั้งหมด เป็นเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณน้ำจึด 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งเป็นเขตป่าฝน (rainforest) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย 2) ภาคตะวันตกตอนกลาง เป็นที่ราบสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล กินพื้นที่ร้อยละ 22 ของประเทศต่อจากเขตอเมซอนไปทางใต้ เป็นเขตป่าไม้ชุกชุม เป็นพี้นที่เพาะปลูกและทำปศุสัตว์ บางแห่งเป็นพื่นที่แห้งแล้งกันดาร 3) ภาคตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่เพียงร้อยละ 11 ของประเทศ แต่เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่สุด 3 เมืองของบราซิล คือรีโอเดจาเนโร เซาเปาลู และเบโลโอรีซอนตี และเป็นที่อยู่ของประชากรร้อยละ 45 ของทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ชายฝั่งหาดทราย และที่ราบสูง 4) ภาคใต้ มีพื้นที่น้อยที่สุด มีอากาศใกล้เคียงกับยุโรป มีหิมะตกบางพื้นที่ในฤดูหนาว เป็นที่ตั้งรกรากของชาวยุโรปที่ไปตั้งถิ่นฐานในบราซิลในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะจาก อิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย และอยู่อาศัยเรื่อยมาจนปัจจุบัน ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ผลิตผลสำคัญ ได้แก่ ข้าวสาลีข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าว รวมทั้งเป็นเขตปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศด้วย

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้

ประชากร (2555) 194.7 ล้านคน

เมืองหลวง กรุงบราซิเลีย (Brasilia)

ภาษา โปรตุเกส (ภาษาราชการ)

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)

เชื้อชาติ ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์) (ร้อยละ 55) ผิวผสมระหว่างผิวขาวและผิวดำ (ร้อยละ 38) ผิวดำ ร้อยละ 6และอื่นๆ {ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมือง (Amerindian)} (ร้อยละ 1

หน่วยเงินตรา เฮอัล (REAL) อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1.95 เฮอัล (พ.ค. 2555)

วันได้รับเอกราช 7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส

วันชาติ Independence Day วันที่ 7 กันยายน

วันสถาปนารัฐธรรมนูญ 5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ FAO, ECLAC,G11, G15, G20, G77, GATT, IBRD, ICAO, ILO,IMF,ITU,LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER), OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, Rio Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น

เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม -– ตุลาคม

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)

ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาง Dilma Rousseff ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 31 ต.ค. 2553 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค. 2554

รองประธานาธิบดี นาย Michel Temer

หัวหน้ารัฐบาล นาง Dilma Rousseff

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Antonio de Aguiar Patriota

การแบ่งเขตการปกครอง 26 รัฐ (state) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และผู้บริหารเทศบาล (municipalities) จำนวน 5,564 แห่ง

ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย; 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวงจำนวนละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยที่ 1 ใน 3 ได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป มีการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ 31 ต.ค. 2553 ประธานวุฒิสภาปัจจุบันคือนาย José Sarney จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่งและไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี วาระการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิเลีย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 15 ธันวาคม ของทุกปี ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรต่างสังกัดพรรคการเมืองและการย้ายพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฏหมายและมีหน้าที่พิจารณาร่างกฏหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อนและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาจากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีพิจารณาก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ระบบกฏหมาย ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)

ฝ่ายตุลาการ มีศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal) โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ นอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justice และ Supreme Electoral Court และ National Justice Council

การเมืองการปกครอง

ระบบพรรคการเมือง

บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 2365 แต่ยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่อีกระยะหนึ่งจนในปี 2434 จึงสถาปนาระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic) 

บราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของทหารในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2507 จนกระทั่งมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยขึ้นในปี 2528 ปัจจุบันบราซิลมีพรรคการเมืองกว่า 20 พรรค และมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นำโดยพรรคแรงงาน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 9 พรรค มีที่นั้งในสภารวม 311 ที่นั่ง และพรรคฝ่ายค้านจำนวน 6 พรรค มีที่นั่งในสภารวม 136 ที่นั่ง อีก 66 ที่นั่งเป็นพรรคการเมืองอิสระ

พรรคการเมืองที่สำคัญในบราซิล ได้แก่ พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT) และพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro – PMDB) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลักในปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีพรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira – PSDB) และพรรคประชาธิปไตย (Democratas – DEM) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

 

1)  พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT)

ก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยมีรากฐานจากกลุ่มสหภาพแรงงานรวมตัวเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร มีแนวนโยบายสังคมนิยมซ้าย เป็นแกนนำพรรครัฐบาลตั้งแต่ ปี 2545 มาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้นำพรรค ได้แก่ อดีตประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva (2545 – 2553) ชนะการเลือกตั้งในปี 2545 และอีกสมัยในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะบุคลิกภาพ และมีความเป็นผู้นำสูง ประกอบกับประวัติส่วนตัวที่เคยเป็นผู้ใช้แรงงาน ด้อยโอกาสทางการศึกษา และเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน ทำให้ได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนอย่างมากจากผู้ยากไร้

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 นาง Dilma Rousseff เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีหญิง คนแรกของบราซิล เป็นทายาททางการเมืองของอดีตประธานาธิบดี Lula นาง Rousseff ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เคยเป็นนักต่อสู้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในยุคทหารปกครองประเทศ เข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานบราซิลเมื่อปี 2544 และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางการเมืองในช่วงรัฐบาล Lula ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเหมืองแร่ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีตามลำดับ

ปัจจุบันพรรค PT มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 88 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 14 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

2) พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro - PMDB)

ก่อตั้งในยุคทศวรรษที่ 1970 มีอุดมการณ์สังคมนิยมซ้ายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เคยใช้สัญลักษณ์ธงแดงพื้นดำเป็นธงประจำพรรค แต่ปัจจุบันปรับนโยบายเป็นพรรคสายกลาง (centrists)   มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 79 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 20 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง) พรรค PMDB ให้การสนับสนุน ประธานาธิบดี Rousseff และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้

 

3) พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira  PSDB)

ก่อตั้งเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 โดยแยกมาจากพรรค PMDB นำโดยอดีตวุฒิสมาชิก Fernando Henrique Cardoso ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้คิดค้น “Real Plan” ซึ่งสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงดำเนินนโยบายสุขภาพพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสองสมัย (ปี 2537 และ 2541) ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่พรรค PT เรื่อยมา หลังจากที่ประธานาธิบดี Lula ครบวาระในสมัยแรก นาย Jose Serra ได้พยายามชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2545 แต่พ่ายแพ้ต่อประธานาธิบดี Lula หลังจากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู และลาออกเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2553 แต่ก็ยังพ่ายแพ้แก่นาง Rousseff ผู้สมัครจากพรรค PT

อย่างไรก็ดี แม้พรรค PSDB พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2553 แต่กลับได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐหลายรัฐสำคัญ ซึ่งรวมถึงรัฐเซาเปาลู และรัฐมีนัสเชไรส์ ปัจจุบันพรรค PSDB เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 53 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 11 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

4) พรรคประชาธิปไตย (Democratas – DEM)

เป็นพรรคฝ่ายตรงข้ามของพรรค PT และพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ มีแนวนโยบายเสรีนิยม มุ่งลดภาษี เดิมชื่อพรรค Frente Liberal แต่เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งติดต่อหลายสมัย จึงเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้ภาพลักษณ์ ปัจจุบัน พรรค DEM ได้แสวงหาแนวร่วมและสมาชิกจากคนรุ่นใหม่ เพราะพรรคเคยประกอบด้วยคนสูงอายุหัวเก่าและมีความผูกพันกับกลุ่มนิยมทหารเดิม ปัจจุบันมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 43 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 6 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)


การเมืองการปกครอง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 ประธานาธิบดี Rousseff ได้ประกาศนโยบายหลักในการบริหารรัฐบาล (1 มกราคม 2554 – 31 ธันวาคม 2557) ว่าจะพยายามเต็มที่ที่จะสานต่อความสำเร็จของประธานาธิบดี Lula โดยจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลเดิม ซึ่งใช้ orthodox economic policy กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Acceleration) ผสมผสานการใช้นโยบายทางสังคม การกระจายรายได้ นโยบายต่อต้านความอดอยากหิวโหย การสนับสนุนครอบครัวรายได้น้อยภายใต้นโยบายการให้เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัว (Bolsa Familia) โดยรัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจนและการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับประชาชน เร่งดำเนินนโยบายด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมบราซิล รวมถึงปฏิรูประบบการเมืองเพื่อส่งเสริมระบบประชาธิปไตยและความโปร่งใส ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น และพัฒนาระบบข่าวกรอง การควบคุมชายแดนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประธานาธิบดี Lula เป็นต้นมา (ปี 2545-2553) รัฐบาลบราซิลได้ดำเนินนโยบายที่รัฐมีบทบาทนำในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (state-led economy) การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมหลัก โทรคมนาคม และการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการน้ำมัน ซึ่งผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ เมื่อปี 2550 รัฐบาลได้จัดตั้ง Petrosal เพื่อบริหารจัดการกิจการน้ำมันของบราซิล นอกเหนือจากบริษัท Petrobas

 เศรษฐกิจการค้า

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (2554) ร้อยละ 2.7

อัตราเงินเฟ้อ (2554) ร้อยละ 6.6

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (PPP) (2554) 2.324 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 8 ของโลก (ไทย 609 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 25)

โครงสร้าง GDP (2554) ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 6.5 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 25.8 ภาคบริการ ร้อยละ 67.7

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) (PPP) (2554) 11,900 ดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 102 ของโลก (ไทย 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 115)

เกษตรกรรม กาแฟ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าว น้ำตาล โกโก้ ข้าวโพด อ้อย ผลไม้จำพวกส้ม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู

อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เหล็ก และเหล็กกล้า เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แร่โลหะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ รองเท้า และเครื่องหนัง เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ ไม้และผลิตภัณฑ์ เครื่องบิน ยานพาหนะและส่วนประกอบ กระดาษ และเยื่อกระดาษ

อัตราการว่างงาน (2554) ร้อยละ 6

แรงงาน (2554) 104.7 ล้านคน

แรงงานตามสาขาอาชีพ บริการ (ร้อยละ 66) เกษตรกรรม (ร้อยละ 20) อุตสาหกรรม (ร้อยละ 14)

การส่งออก (2554) มูลค่า 256.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้า แร่เหล็ก อลูมิเนียม ตะกั่ว สินแร่อื่น ๆ เครื่องจักรและ อุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ กระดาษ และเยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องหนัง รองเท้า สิ่งทอ ถั่วเหลือง กาแฟ น้ำตาล  น้ำส้ม เนื้อวัว และเนื้อไก่ บุหรี่และใบยาสูบ

ประเทศคู่ค้า (2554) จีน (ร้อยละ 17.31) สหรัฐฯ (ร้อยละ 10.08) อาร์เจนตินา (ร้อยละ 8.8) เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 5.33) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 3.70) ไทย (ลำดับที่ 33 ร้อยละ 0.71)

การนำเข้า (2554) 226.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้า อุปกรณ์ เครื่องจักร และเครื่องยนต์ อุปกรณ์ ไฟฟ้า และอุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสาร น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ยา ปุ๋ยและยา กำจัดศัตรูพืช เครื่องบิน ผ้าผืน และเส้นด้ายน้ำมัน และวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต 

ประเทศคู่ค้า (2554) สหรัฐฯ (ร้อยละ 15.01) จีน (ร้อยละ 14.49) อาร์เจนตินา (ร้อยละ 7.97) เยอรมนี (ร้อยละ 6.72) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 4.46) ไทย (อับดับที่ 22 ร้อยละ 1.06)

**ข้อมูล CIA World Factbook 

นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ

- ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยยึดหลักสำคัญคือ พลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
- รักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมนโยบายการค้าเสรี ต่อต้านระบบ Protectionism
- สนับสนุนการปฏิรูประบบการเงินโลก เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนไหลเวียนและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม/ การไหลข้าวของเงินทุนต่างประเทศ เพื่อเก็งกำไร
- ปฏิรูประบบภาษีให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และเป็นธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2554 จะอยู่ที่ร้อยละ 5
- ส่งเสริมโครงการลงทุนและระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2557 และกีฬาโอลิมปิกในปี 2559 และเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนในท้องถิ่นในระยะยาว
- พัฒนาโครงการขุดเจาะน้ำมันซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อความก้าวหน้าทางสังคมโดยคำนึงถึงดุลยภาพด้านสิ่งแวดล้อม
- ลดรายจ่ายภาครัฐ โดยการลดงบประมาณของทุกกระทรวงลงตามสัดส่วน ยกเว้นนโยบายด้านสังคม เช่น Bolsa Familia

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

ในช่วง 3 ทศวรรษก่อนทศวรรษที่ 1980 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลสูงถึงร้อยละ 7.3 แต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้เกิดวิกฤตการณ์เสถียรภาพทางการเงิน โดยมีปัญหาเงินเฟ้อและขาดดุลการชำระเงิน รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการต่างๆ ในชื่อ “Real Plan” เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยสร้างวินัยการเงิน ปล่อยค่าเงินลอยตัว และลดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงทบทวนนโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าซึ่งดำเนินมาตรการมากว่า 35 ปีและทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะปิดและปกป้องตัวเอง

โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 บราซิลหันมาใช้นโยบายเปิดเศรษฐกิจ และได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 และในเวลาต่อมา รัฐบาลของประธานาธิบดี Lula ได้แสดงเจตจำนงในการใช้หนี้ต่างประเทศทำให้ลดลงจากร้อยละ 58.7 ของ GDP ในปี 2546 เหลือร้อยละ 51.6 ในปี 2548 และในปี 2552 หนี้ต่างประเทศของบราซิลลดเหลือร้อยละ 11.6 ของ GDP นอกจากนี้ การตัดสินใจให้กู้เงินจำนวน 14 พันล้านเหรียญสหรัฐแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศในปลายปี 2552 แสดงถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของบราซิลเป็นอย่างมาก และในปี 2554 บราซิลคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ประมาณร้อยละ 8

ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม G20 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่สาธารณรัฐเกาหลี ประธานาธิบดีบราซิลได้วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างรุนแรง ว่าเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามเงินตรา (Currency War) ทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจของโลกล้มละลายหากทุกประเทศลดค่าเงินของตนเพื่อความได้เปรียบในการส่งออก

ภาพรวมเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เมื่อเดือนมกราคม  2555 ธนาคารกลางบราซิลเปิดเผยว่า GDP ของบราซิลจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.5 จากปีที่ผ่านมา

- การค้าระหว่างประเทศ ในปี 2554 บราซิลส่งออกเป็นมูลค่ารวม 256.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าเป็นมูลค่ารวม 226.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บราซิลได้เปรียบดุลการค้า 29.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการค้ารวมปรับตัวสูงขึ้น จาก 383.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2553 เป็น 482.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2555

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ธนาคารกลางบราซิล รายงานว่ามูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศปี 2554 มีมูลค่าถึง 66.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึงร้อยละ 37.5 อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางบราซิลคาดว่าในปี 2555 มูลค่าการลงทุนจะลดเหลือ 50 พันล้านดอลลร์สหรัฐ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของเม็ดเงินที่ไหลเข้าบราซิลมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหา

อัตราเงินเฟ้อ เมื่อปี 2554 ธนาคารกลางบราซิลได้ประเมินอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ ร้อยละ 6.5 และได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 12.50 เพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ในปี 2555 และ 2556 บราซิลตั้งเป้าจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ร้อยละ 4.5 เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และเพื่อควบคุมราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสูงขึ้น 

ภาพรวมพลังงานทดแ ทนของบราซิล

บราซิลมีเป้าหมายจะลงทุนด้านพลังงานมูลค่าประมาณ 644 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี ค.ศ. 2011 – 2020 โดยจะลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (434 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภาคการผลิตไฟฟ้า (149 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากการลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2020 พลังงานทดแทนจะมีสัดส่วนเป็น ร้อยละ 46.3 (ปัจจุบันพลังงานทดแทนมีสัดส่วน ร้อยละ 44.8) และปิโตเลียมจะมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 31.8 (ปัจจุบันปิโตรเลียมมีสัดส่วนร้อยละ 38.5) ของโครงสร้างพลังงานของประเทศ

ปัจจุบัน บราซิลมีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์ของพลังงานทดแทนในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเอทานอลในหลายโอกาส

การพัฒนาเอทานอลเป็นพลังงานทดแทน

วิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2516 ประกอบกับราคาน้ำตาลตกต่ำ ทำให้รัฐบาลบราซิลประกาศโครงการ “Pro-Alcool” หรือ “Program Nacional do Alcool” (National Alcohol Program) ขึ้นในปี 2518 ส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ โดยรัฐบาลบราซิล และธนาคารโลกได้ให้เงินสนับสนุนทั้งในการขยายพื้นที่การ ปลูกอ้อย และการสร้างโรงกลั่นเอทานอล

ในระยะแรก บราซิลใช้เอทานอลผสมในน้ำมัน (anhydrous ethanol) ในอัตราส่วนร้อยละ 13 - 20 (E13 – E20) ต่อมาในปี 2523 บราซิลเริ่มทดลองใช้เอทานอล ร้อยละ 100 (E100 - hydrous ethanol) แต่โดยที่รถยนต์ยังเป็นแบบที่ผลิตเพื่อใช้กับน้ำมัน จึงทำให้การทำงานของเครื่องยนต์ไม่ได้ ประสิทธิภาพเต็มที่ รัฐบาลบราซิลจึงเริ่มส่งเสริมการผลิตรถยนต์ที่ออกแบบพิเศษ สามารถใช้ได้กับทั้งเอทานอล และกับน้ำมันเชื้อเพลิง (Flexible-fuel vehicle หรือ Flex-Fuel) และตั้งแต่ปี 2546 ก็เริ่มมีการผลิตรถยนต์ Flex-Fuel เพื่อการค้า ซึ่งใช้ได้กับ E100 และ E18 – E25 ทั้งนี้ รถยนต์ Flex-Fuel ได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ โดยในปี 2547 ปริมาณการผลิตรถยนต์ Flex-Fuel มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 17 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด และในปี 2554 มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 83 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในบราซิล

ในการเยือนบราซิลของอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่าง 15 – 16 มิถุนายน 2547 ไทยและบราซิลได้หารือความร่วมมือด้านเอทานอล นับจากนั้นไทยและบราซิลได้ แลกเปลี่ยนการเยือนของผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ทดแทนของบราซิลและชาติอื่นๆ เข้าร่วมการประชุม FEALAC Inter-regional Workshop on Clean Fuels and Vehicle Technologies: the Role of Science and Innovation เมื่อ 28 – 29 มิถุนายน 2549 ที่กรุงเทพฯ ช่วยให้เกิดเครื่อข่ายระหว่างผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี

เมื่อปี 2553 บราซิลผลิตเอทานอลเป็นปริมาณ 27 พันล้านลิตร คิดเป็นร้อยละ 26 ของปริมาณที่ผลิตได้ในโลก เป็นรองเพียงสหรัฐฯ ซึ่งผลิตเป็นปริมาณ 50 พันล้านลิตรในปีเดียวกัน บราซิลและสหรัฐฯ สามารถผลิตเอทานอลได้กว่าร้อยละ 70 ของเอทานอลที่จำหน่ายทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ผลิตเอทานอลจากข้าวโพด ในขณะที่บราซิลผลิตจากอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพจึงทำให้สามารถผลิตเอทานอลได้ในราคาที่ถูกกว่าการใช้วัตถุดิบประเภทอื่น อย่างไรก็ดี การผลิตเอทานอลจากอ้อยยังไม่เสถียรเพราะเมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้น เกษตรกรก็จะหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำตาลเป็นหลัก 

นโยบายต่างประเทศ

นโยบายการต่างประเทศภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Rousseff ตามที่ได้กล่าว ในการแถลงนโยบายครั้งแรก ได้แก่

- ยึดมั่นในสันติภาพ การไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

- ต่อสู้ความยากจน ความอดอยากในโลก

กระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกา แคริบเบียน แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย รักษาและกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และให้ความสำคัญ กับประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของ MERCOSUR และ UNASUR

- เข้าร่วมการสร้างเสริมเสถียรภาพของสภาบันการเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนการ ปฏิรูปองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติและสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บราซิลได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการปฏิรูปสหประชาชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยบราซิลร่วมกับเยอรมนี อินเดีย และญี่ปุ่น ในนามกลุ่ม 4 (G-4) เสนอ ให้เพิ่มจำนวนสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้คณะมนตรีฯ มีสมาชิกจากแต่ละภูมิภาคของโลกในสัดส่วนที่เป็นธรรม และมีสมาชิกทั้งจากประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา โดยเสนอให้เพิ่มสมาชิกถาวรอีก 6 ประเทศ (จากเดิม 5 ประเทศ) จากภูมิภาคเอเชีย และแอฟริกาภูมิภาคละ 2 ประเทศ ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน และยุโรปตะวันตก และอื่นๆ ภูมิภาคละ 1 ประเทศ และให้เพิ่มสมาชิกไม่ถาวรอีก 4 ประเทศ (จากเดิม 10 ประเทศ) จากภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ภูมิภาคละ 1 ประเทศ รวมเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้งหมด 25 ประเทศ

- ไม่สนับสนุนการมีและการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ 

ส่งออกวัฒนธรรมบราซิลผ่านดนตรี ภาพยนตร์ และวรรณกรรม

บราซิลพยายามรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กับทั้ง สหรัฐฯ และบางประเทศ ในลาตินอเมริกาที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น เวเนซุเอลา และคิวบา บราซิลดำเนินความสัมพันธ์กับ สหรัฐฯ บนหลักต่างตอบแทนและการเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับภูมิภาคอื่นๆ บราซิลดำเนินความ สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีบทบาทสูงในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เช่น เห็นได้จากการ ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกประเภทนอกภูมิภาค (Non-regional membership) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) เมื่อปลายปี 2552 ซึ่งนับเป็นการพยายามขยายและยกระดับบทบาท บราซิลทั้งในภูมิภาคเอเชียและในเวทีโลก รวมถึงการเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์กับ ASEAN ให้มากขึ้น โดยบราซิลได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตบราซิลประจำอินโดนีเซียให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวร ประจำอาเซียนอีกตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดีย และแอฟริกาใต้ ภายใต้กรอบเวทีเจรจาสามฝ่ายระหว่างอินเดีย บราซิล และแอฟิกาใต้ (India, Brazil and South Africa Dialogue Forum – IBSA) อีกด้วย

ในส่วนของเวทีระหว่างประเทศนั้น ประเด็นที่บราซิลให้ความสนใจเป็นพิเศษ และพยายามมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การต่อสู้เพื่อขจัดความยากจน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสาธารณสุขโดยเฉพาะการต่อสู้กับโรคเอดส์ และการพัฒนาพลังงานทดแทน ส่งเสริมนโยบายให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะสาขาที่บราซิลมีความก้าวหน้า เช่น เกษตร สาธารณสุข การศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม ประเทศเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือ คือ ลาตินอเมริกา สมาชิก MERCOSUR ติมอร์ตะวันออก และประเทศแอฟริกาที่ใช้ภาษาโปรตุเกส ปัจจุบันบราซิลได้ขยายขอบเขตความร่วมมือในกรอบไตรภาคีกับอินเดีย แอฟริกาใต้ จีน และความร่วมมือในกรอบพหุภาคีกับ ญี่ปุ่น แคนาดา ยุโรป และกำลังมีความพยายามจะขยายความร่วมมือในลักษณะไตรภาคีกับไทยด้วย

บราซิลกับสหรัฐอเมริกา

บราซิลรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และบางประเทศในลาตินอเมริกาที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น เวเนซุเอลา และคิวบา โดยดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ บนหลักผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการเคารพซึ่งกันและกัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับบราซิลในฐานะมหาอำนาจหนึ่งของโลก และเปิดกว้างในการหารือประเด็นเกี่ยวกับประชาคมโลกกับบราซิลมากขึ้น ทั้งในประเด็นการปฏิรูป UNSC (สหรัฐฯ ไม่ได้สนับสนุนบราซิลดังที่สนับสนุนอินเดีย) ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ประเด็นด้านการก่อการร้าย อีกทั้งยังเห็นความสำคัญของบราซิลในฐานะประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ปี 2555 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจขยายตัวและเป็นไปได้ด้วยดี โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 70 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาต่อบราซิลคือการเน้นการส่งเสริมการศึกษาตามโครงการ Sciences without Border และส่งเสริมการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านวีซ่าเพื่อเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวชาวบราซิลในสหรัฐอเมริกา

การเยือนที่สำคัญระหว่างบราซิล - สหรัฐอเมริกา

1. ประธานาธิบดีโอบามาได้เดินทางเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2554 เพื่อหารือถึงแผนงานความร่วมมือในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และนโยบาย Science without Border ของประธานาธิบดีดิลมาที่ส่งเสริมให้ชาวบราซิลเดินทางเข้ามาศึกษาในสหรัฐอเมริกามากขึ้น

2. ประธานาธิบดี Rousseff ได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 – 11 เมษายน  2555 โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันการเป็นหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์พลังงานระหว่างกัน และเห็นพ้องให้มีการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการทหาร โดยยกระดับกลไกการหารือ Defense Cooperation Dialogue ให้เป็นระดับสุดยอด นอกจากนี้ยังได้ลงนาม MoU ต่าง ๆ คือ 1) ความร่วมมือการเป็นพันธมิตรด้านการบิน 2) ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา 3) ความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครต่าง ๆ และ 4) การแลกเปลี่ยนหนังสือความเข้าใจร่วมเรื่องความมีลักษณะเฉพาะของเครื่องดื่ม Cachaça ของบราซิล และ Bourbon ของสหรัฐฯ

บราซิลกับตะวันออกกลาง

บราซิลให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและเหตุการประท้วงต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในฐานะสมาชิกกลุ่ม BRICS บราซิลแสดงท่าทีชัดเจนในการปฏิเสธการแทรกแซงประเทศในตะวันออกกลางเพื่อนำไปสู่ประเทศประชาธิบไตย และเรียกร้องให้จีนและรัสเซียร่วมปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวด้วย บราซิลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน ยุติความรุนแรง หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้การหารือเพื่อแก้ปัญหา

 ทั้งนี้ บราซิลมีความสัมพันธ์กับอียิปต์ ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปัญหาในซีเรีย ดังนี้

1. อียิปต์ บราซิลมีความสัมพันธ์กับอียิปต์มายาวนาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้า ในด้านการทหาร บราซิลส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในช่วงวิกฤตคลองซุเอช เมื่อปี 2499 ในช่วงต้นปี 2554 ประธานาธิบดี Rousseff ของบราซิลได้เคยพบปะกับผู้นำ และแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง กับอียิปต์อยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลบราซิลกับรัฐบาลใหม่ของอียิปต์ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์ Arab Spring ยังมีไม่มากนัก แต่ยังคงรักษาปริมาณการค้าระหว่างกันได้สม่ำเสมอ

2. ตุรกี นับแต่ปี 2547 ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิล ตุรกี พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ มูลค่าการค้าในปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 นับจากปี 2546 บราซิลให้ความสำคัญกับตุรกีในฐานะพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายการต่างประเทศต่อประเทศในตะวันออกกลางของบราซิล นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศต่างพัฒนาแบบก้าวกระโดด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 25,000 คนในปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ถึง 28,000 คน

3. ซาอุดิอาระเบีย นับแต่ปี 2551 – 2552 ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิล - ซาอุดิอารเบียได้พัฒนามากขึ้นไปกว่ามิติด้านการค้า โดยมีความร่วมมือด้านการเมืองและการแลกเปลี่ยนนักวิชาการระหว่างกัน ปัจจุบันบราซิลกำลังขอเข้าเป็นผู้สังเกตุการณ์ของใน OIC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงริยาดเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง

4. ซีเรีย บราซิลให้ความสำคัญต่อวิกฤตการณ์ในซีเรีย โดยที่ผ่านมาบราซิลยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางแก้ปัญหาโดยใช้กำลังทหาร ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Rousseff เคยกล่าวถึงจุดยืนดังกล่าวในระหว่างการประชุม UNGA เมื่อเดือนกันยายน 2555 โดยบราซิลได้เสนอแนวคิด Responsibility while Protecting เนื่องจากเห็นว่าหลักการ R2P มีประโยชน์ในการคุ้มครองพลเรือนแต่อาจถูกใช้ไปในแนวทางที่ผิด บราซิลจึงเสนอให้การอนุญาตใช้กำลังทหารโดยสหประชาชาติควรมีขอบเขตด้านการใช้กำลังทหารที่ชัดเจน และกองกำลังดังกล่าวต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ขณะเข้าปกป้อง

5. อิสราเอล ปาเลสไตน์ บราซิลเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ และเมื่อ 14 – 15 ตุลาคม 2555 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิลได้เดินทางเยือนอิสราเอลและปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ โดยในระหว่างการเยือนได้กล่าวยืนยันการสนับสนุนของบราซิลต่อคำร้องของปาเลสไตน์เพื่อยกฐานะของปาเลสไตน์เป็นรัฐในสหประชาชาติ

 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

การทูต

ไทยและบราซิลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2502 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 53 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินด้วยดีเสมอมา และในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประธานาธิบดีบราซิลได้มีสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วย

นายธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูตคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ในทีมประเทศไทยที่บราซิล ยังประกอบด้วยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย เปิดสำนักงานเมื่อเดือนเมษายน 2551 และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาลู และสถานกงสุลกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครรีโอเดจาเนโร และกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาลู

สถานเอกอัครราชทูตบราซิลประจำประเทศไทย มีนายเปาลู เซซา เมรา เด วาชคอนเซลลูช (Paulo Cesar Meira de Vasconcellos) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553

ไทยและบราซิลมีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญหลายครั้งทั้งระดับพระราชวงศ์ และ    ผู้นำระดับสูง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี 2536 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบราซิล ในปี 2535 ปี 2543 ปี 2553 และ ปี 2555

ในระดับรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 และเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2547 และนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเยือนบราซิลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการสนับสนุนผู้สมัครของไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 – 18 สิงหาคม 2555 โดยได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิลเมื่อ 17 ส.ค. 2555

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล

กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย บราซิล คณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพฯ ไทย-บราซิล มี นายกษิต ภิรมย์ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) เป็นประธานคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย บราซิล ซึ่งสมาชิกรัฐสภาไทยระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (ก) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาบราซิล (ข) แลกเปลี่ยนข่าวสารในวงสภา (ค) แลกเปลี่ยนการเยือนในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ

การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภาไทย บราซิล ที่ผ่านมามีดังนี้

- นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่งและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 14 – 20 มกราคม 2546

- นายอุดร ตันติสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2546

- นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2547

- นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา เข้าร่วมการประชุม สมาชิกรัฐสภาในโอกาสการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 ระหว่าง 8 – 18 มิถุนายน 2547

- นายอาคม ตุลาดิลก ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย บราซิล เยือนบราซิลและเยี่ยมคารวะนาย Joao Paulo Cunha ประธานสภา ระหว่างวันที่ 16-20 ธันวาคม 2547

- นายวีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะ   ดูงานด้านสาธารณสุขของบราซิล  ระหว่างวันที่ 16 - 27 มกราคม 2548

- นายกุเทพ ใสกระจ่าง (ส.ส.) และนายปรีดี หิรัญพฤกษ์ (ส.ว.) เข้าร่วมการประชุม สมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (International Parliamentarians’ Association for Information Technology - IPAIT) ครั้งที่ 3 ที่กรุงบราซิลเลีย ระหว่างวันที่ 4-8 มิถุนายน 2548

- รองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และประธาน คณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย บราซิล ระหว่าง 22 – 25 มิถุนายน 2553 

การค้า

บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในลาตินอเมริกา ในปี 2552 มีมูลค่าการค้ารวม 2,325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 30) โดยการส่งออกของไทยลดลงร้อยละ 18.6 (เหลือ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าลดลงเหลือ 1,325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 37) แต่เป็นปีแรกที่ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียนและลาตินอเมริกาตามลำดับ (แทนที่สิงคโปร์) สินค้าที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้น คือ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและเครื่องมือเครื่องใช้โลหะ เครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ นาฬิกา สบู่และน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์จากไม้และเฟอร์นิเจอร์ สารฟอกหนัง-ย้อมสี ยางและผลิตภัณฑ์ เส้นใยประดิษฐ์ชนิดยาว ของเล่นและเครื่องกีฬา สินค้าที่ไทยนำเข้าลดลง คือ หนังสัตว์ฟอก อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สินค้าที่ไทยนำเข้ามากขึ้น คือ ธัญพืชที่นำมาสกัดน้ำมัน (รวมถั่วเหลือง) กากน้ำมันถั่วเหลือง เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ อัญมณีสังเคราะห์และเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์อินทรีย์

ส่วนมูลค่าการค้ารวมในปี 2554 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.61 เป็น 4,532.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลประมาณ 0.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยส่งออก 2,265.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ร้อยละ 40.56 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่อง เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น และนำเข้า 2,266.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.51 สินค้าที่นำเข้า ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

การลงทุน

นับตั้งแต่ปี 2513 ถึงปัจจุบัน มีการลงทุนจากบราซิลในไทยเพียงโครงการขนาดเล็กของบริษัท Asian Production and Technique Services Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา ผลิต wiring harness สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และบริษัท Interman Corporation Ltd. ภายใต้ Jacto Group ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ทางการเกษตรในส่วนของเครื่องพ่นสารเคมีแบบสะพายหลัง ซึ่งส่งขายไปยังต่างประเทศ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บริษัท MWM ผู้ผลิตเครื่องจักรและมอเตอร์พาหนะสนใจจะมาลงทุนในไทย

ในส่วนของไทยนั้น มีบริษัทของไทยเคยสนใจจะใช้บราซิลเป็นฐานการลงทุนเพื่อกระจายสินค้าในภูมิภาค และสนใจการทำเกษตรแบบมีสัญญา (contract farming) ถั่วเหลืองและธัญพืช ในบราซิล นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกซึ่งกระทบต่อการส่งออกในปี 2552 ได้ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยสนใจที่จะแสวงหาตลาดและคู่ร่วมลงทุนใหม่ๆ ของลาตินอเมริกาและบราซิล อาทิ สาขาพลังงานทดแทน อาหารกระป๋องและแช่แข็ง อัญมณี (บราซิลมีพลอยและสินแร่มีค่า) อะไหล่รถยนต์ (ซึ่งบราซิลมีอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน) ธุรกิจส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ตลอดจนถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง จึงเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเพื่อชดเชยผลกระทบในปีที่ผ่านมา

สินค้าที่ไทยส่งออก 10 รายการแรก
1) ยางพารา 2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3)เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่อง 4)เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ 5)ผลิตภัณฑ์ยางยางพารา 6) เม็ดพลาสติก 7) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ 8) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ 9) เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ 10) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

สินค้าที่ไทยนำเข้า 10 รายการแรก
1) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 2) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 3) น้ำมันดิบ 4) สินแร่โลหะอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ 5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 6) ด้ายและเส้นใย 7) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนตร์ 8) เคมีภัณฑ์ 9) สัตว์และผิตภัณฑ์จากสัตว์ 10) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ

ความตกลงระหว่างไทย - บราซิล

ไทยและบราซิลได้ลงนามความตกลงทวิภาคีแล้ว 12 ฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงทางการค้า 2) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ 3) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ 4) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับสมาพันธ์การค้าแห่งชาติบราซิล (The National Confederation of Commerce) 5) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ 6)      ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา 7) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี 8) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยน ข้อมูลระบบการทำงานและการให้สิ้นเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ระหว่างธนาคารเพื่อ การส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติบราซิล (Banco Nacional de Desenvovimento Economico e Social – BNDES) 9) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬา 10)  ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 11) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคี 12)  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน

นอกจากนี้มีความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา จำนวน 7 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร 2) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข 3) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา 4) ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือทวิภาคี ไตรภาคี 5)      ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการท่องเที่ยว 6) ร่างสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิด 7) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเอทานอลระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐเซาเปาลู (สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล)

 

1.ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกใต้ มีพื้นที่ส่วนน้อยทา.หนือ อยู่ในซีกโลกเหนือ

2. ทวีปอเมริกาใต้มีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับทวีปอเมริกาเหนือ ทะเลแคริเบียน  ทิศตะวันออก    ติดกับ มหาสมุทรแอตแลนติก  ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก  ทิศใต้ติดกับช่องแคบเดรค    เป็นทางน้ำที่คั่นระหว่างทวีปอเมริกาใต้กับ ทวีปแอนตาร์กติกา

3.       เกาะใหญ่ทางใต้สุด คือ เกาะติแอร์ราเดลฟูเอโก  มีช่องแคบแมกเจลแลน กั้นออกจากแผ่นดินใหญ่

4.       เกาะทางตะวันออกเฉียงใต้ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ อยู่ในความปกครองของอังกฤษ คือ

เกาะฟอล์กแลนด์

5.       ทวีปอเมริกาใต้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองมาจากทวีปเอเชีย  แอฟริกา  อเมริกาเหนือ

ลักษณะภูมิประเทศ

6.       มีเทือกเขาที่มีความยาวที่สุดในโลกทางตะวันตกยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ ถือเป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก คือ เทือกเขาแอนดีส  เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโอริโนโก  และแม่น้ำแอมะซอน

7.       เขตเทือกเขาแอนดีส จะมีที่ราบสูงโบลิเวียตั้งอยู่ ถือเป็นที่ราบสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นอันดับ 2 รองมาจาก

ที่ราบสูงทิเบตในทวีปเอเชีย

8.   เขตเทือกเขาแอนดีส จะมีทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในโลกตั้งอยู่ คือ  ทะเลสาบติติกากา

9.   เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำที่สำคัญ เรียงจากเหนือลงไปทางใต้   ได้แก่  1.  ที่ราบลุ่มแม่น้ำโอริโนโก

2. ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน       3.    ที่ราบลุ่มแม่น้ำปารานา ปารากวัย  อุรุกวัย

10.    เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก คือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน  แต่ใช้ประโยชน์ทางเกษตรกรรมได้น้อย เพราะพื้นที่เป็นเขตป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  คือ   ป่าเซลวาส    ทำให้มีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง   แม่น้ำแอมะซอนถือเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก และได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งแม่น้ำ

เพราะมีน้ำไหลลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในโลก โดยไหลลงสู่มหาสมุทร แอตแลนติกในเขตประเทศบราซิล

11.    ที่ราบลุ่มแม่น้ำปารานา ปารากวัย  อุรุกวัย  ไหลผ่านประเทศปารากวัย  อุรุกวัยและ อาร์เจนตินา

 บริเวณที่แม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน  มีลักษณะเป็นอ่าวใหญ่ เรียกว่า  ริโอเดลาพลาตา

12.    เขตที่ราบสูงเรียงจากเหนือลงไปใต้   ได้แก่             1. ที่ราบสูงกิอานา                  2. ที่ราบสูงบราซิล 

3. ที่ราบสูงมาโตกรอสโซ               4.  ที่ราบสูงปาตาโกเนีย

13. ที่ราบสูงที่กว้างใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ คือ  ที่ราบสูงบราซิล ในเขตประเทศบราซิล

14. เขตทุ่งหญ้าของทวีปอเมริกาใต้เรียงจากเหนือไปใต้แบ่งเป็น  

-  ทุ่งหญ้าเขตร้อนได้แก่   1.  ทุ่งหญ้ายาโนส          2. ทุ่งหญ้าแกมโปส          3. ทุ่งหญ้ากรันชาโก      

-  ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ได้แก่  1. ทุ่งหญ้าปามปัส

ลักษณะภูมิอากาศ

15.  ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตละติจูดต่ำ  ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอากาศร้อน 

16. ประเทศที่มีพื้นที่อยู่ในเขตละติจูดกลางอากาศอบอุ่น อยู่ทางใต้ของทวีป มี 3 ประเทศได้แก่

     1. อาร์เจนตินา         2. ชิลี              3. อุรุกวัย

17. พื้นที่ทางตอนในอากาศแห้งแล้ง เป็นเขตทุ่งหญ้าและทะเลทราบ เพราะมีเทือกเขาแอนดีสกั้นทิศทางลมทาง

       ตะวันตก และที่ราบสูงบราซิลทางตะวันออกและที่ราบสูงกิอานาทางตอนเหนือ

18.    ทวีปอเมริกาใต้ มีพื้นที่อยู่ในเขตลมสงบ ทำให้ประเทศที่อยู่ในเขตละติจูดต่ำ มีอากาศร้อน ยกเว้นบริเวณเทือกเขาสูงอากาศจะมีอุณหภูมิต่ำลง เมืองใหญ่จึงตั้งอยู่บนที่ราบสูง หรือภูเขา ซึ่งมีอากาศอบอุ่นเย็นสบาย

19.    เมืองสำคัญที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ได้แก่       1. เมืองโบโกตา (โคลัมเบีย          2. เมืองกิโต  (เอกวาอาร์)

3.  เมืองลาปาซ  (โบลิเวีย)

20.    กระแสน้ำที่ไหลผ่านทวีปอเมริกาใต้    ด้านตะวันตก ได้แก่ 1. กระแสน้ำเย็นเปรู ไหลผ่านประเทศชิลี  เปรู 

ทำให้บริเวณนี้อากาศไม่ร้อนจัด

ด้านตะวันออก ได้แก่     1. กระแสน้ำเย็นฟอล์กแลนด์    2.  กระแสน้ำอุ่นบราซิล  ไหลมาบรรจบกัน เรียกว่า

กระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกใต้

21.  เขตอากาศของทวีปอเมริกาใต้ แบ่งเป็น  เขต

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

22.  ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ  ป่าไม้และสัตว์น้ำ

13.    ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์  แต่มีปัญหาเรื่องการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดิน  เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในมือของคนร่ำรวย  ส่วนคนจนซึ่งมีมากต้องเช่าที่ดินทำกิน

24. การเพาะปลูก พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของทวีปได้แก่          1. กาแฟ         2. โกโก้        3. ข้าวโพด   

      4. ข้าวสาลี              5. อ้อย             6. กล้วย             7.  ฝ้าย

25.   กาแฟ  ประเทศที่ผลิตได้อันดับ 1 ของโลก  คือ        ประเทศบราซิล           อันดับ  คือ โคลัมเบีย

26. โกโก้  ได้จากเมล็กกาเกา ใช้ทำช๊อคโกแลต  เครื่องดื่ม ขนมหวาน   ประเทศที่ผลิตได้มาก คือ      บราซิล    

       เอกวาดอร์ 

27. อ้อยปลูกมากที่ประเทศบราซิล      ,   กล้วยปลูกมากที่ประเทศเอกวาดอร์

4.       การเลี้ยงสัตว์  ทวีปอเมริกาใต้มีทุ่งหญ้ากว้างสำหรับเลี้ยงสัตว์ จึงมีการเลี้ยงสัตว์อย่างแพร่หลาย

 สัตว์เลี้ยงสำคัญคือ โคเนื้อ  แกะ

29. โคเนื้อเลี้ยงได้ดีในเขตทุ่งหญ้าปามปัส เขตประเทศอาร์เจนตินา  อุรุกวัย   บราซิล

30. แกะ  เลี้ยงมากในเขตประเทศอุรุกวัย  ประเทศอุรุกวัยเป็นประเทศที่มีจำนวนแกะมากกว่าคนใน

      อัตราส่วน 1 คน / แกะ 7 ตัว  สูงเป็นอัน 2 รองมาจากประเทศออสเตรเลีย  แต่ประเทศที่มีแกะ

      มากที่สุดของทวีปอเมริกาใต้คือ  ประเทศอาร์เจนตินา

31.  การทำป่าไม้    แหล่งป่าไม้สำตัญของทวีป คือป่าเซลวาส แต่ยังนำมาใช้น้อยเพราะการคมนาคมไม่สะดวก

       ประเทศที่มีผลผลิตจากป่าไม้ที่สำคัญ ได้แก่ บราซิล  โคลัมเบีย  และเปรู

32. ยางพารา  มีต้นกำเนิดจาก ทวีปอเมริกาใต้

33. การประมง  ประเทศที่จับปลาได้มากอันดับ 3 ของโลก คือ ประเทศเปรู  อันดับ 4 ของโลก คือ ประเทศชิลี

       อยู่ทางทิศตะวันตกด้านมหาสมุทรแปซิฟิก เพราะบริเวณนี้มีกระแสน้ำเย็นเปรู ไหลมาเจอกับ

       กระแสน้ำอุ่นใต้ศูนย์สูตร

 

 

34.    การทำเหมืองแร่  -  แร่ทองแดง  ประเทศที่ผลิตแร่ทองแดงได้อันดับ 1 ของโลก คือ ประเทศชิลี 

(แคว้นชูคีคามาตา)

-          แร่เหล็ก  ประเทศที่ผลิตได้มากอันดับ 2 ของโลก คือ ประเทศบราซิล

-          แร่ดีบุก  ประเทศที่ผลิตดีบุกได้อันดับ 2 ของโลก คือ ประเทศโบลิเวีย  รองมาจาก มาเลเซีย

-          น้ำมันปิโตเลียม  บริเวณที่มีมากที่สุดของทวีปคือ  ทะเลสาบมาราไคโบ 

ประเทศเวเนซุเอลา

35.  การอุตสาหกรรม   ทวีปอเมริกาใต้ยังมีอุตสาหกรรมล้าหลังกว่าอเมริกาเหนือ  ประเทศที่ อุตสาหกรรมเจริญ

       ที่สุดในทวีปคือ ประเทศบราซิล รองคือ ประเทศเวเนซุเอลา  (สินค้าออกสำคัญคือ น้ำมัน )   ทำให้ทั้ง 2

       ประเทศนี้ ได้เปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ นอกนั้นเสียดุลการค้าตลอด

35.    ประเทศส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพราะขาดความมั่นคง

ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ลักษณะสังคมวัฒนธรรม 

36.    อาณาจักรของชนเผ่าโบราณในทวีปอเมริกาใต้ คือ อาณาจักรอินคา  ของชาวอินเดียนแดง เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาแอนดีสในเขตประเทศเอกวาดอร์  เปรู  โบลิเวียและตอนเหนือของชิลี 

37.    ความเจริญของอาณาจักรอินคา ได้แก่ การนำหินมาปูถนน   การทำสะพานแขวนด้วยเชือกเพื่อข้ามลำธาร   การนำหินตัดเป็นแท่งนำไปก่อสร้างบ้าน   การปรับพื้นที่การเพาะปลูกแบบขั้นบันได  การขุดคลองส่งน้ำ   การเพาะปลูกข้าวโพดและมันฝรั่ง  รู้จักการเลี้ยงสัตว์ การทำเครื่องประดับจากทองคำและเงิน

38.    ประเทศในยุโรปที่เข้าในอเมริกาใต้ประเทศแรกคือ สเปน  เพราะมีคำเล่าลือว่า ทวีปอเมริกาใต้มี  ทองคำจำนวนมาก จึงเข้ามาจับจองที่ดิน แต่งงานกับคนพื้นเมือง จำนวนมาก

39.    ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน  ยกเว้น  ประเทศบราซิล  ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศโปรตุเกส

40. ประชากรส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มเลือดผสมระหว่างผิวขาว กับอินเดียนแดง  ที่เรียกว่า เมสติโซ

41. ภาษาราชการ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน  ยกเว้น ประเทศบราซิล ใช้ภาษาโปรตุเกส

40.    ศาสนา  ประชากรร้อยละ 90  นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก  ตามแบบของประเทศ

สเปน และโปรตุเกส

43.    มีประชากรเบาบางเพราะลักษณะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวย เช่น เทือกเขาแอนดีส

 ลุ่มแม่น้ำแอมะซอน   ที่ราบสูงที่แห้งแล้ง

44.    งานประเพณีที่สำคัญ คือ งานคาร์นิวัล ในประเทศบราซิลเป็นงานฉลองทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่

ที่สุดคล้ายของโปรตุเกสในทวีปยุโรป

 

 

 

 

 

 

จัดทำโดย

นางสาว วรัญยา  แสงวงค์    เลขที่ 37

นางสาว ปริยาภัทร  กลางประพันธ์  เลขที่  40